16 ทีม สปอนเซอร์ ไทยพรีเมียร์ลีก 2010 รับทรัพย์ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอด และเงินสนับสนุนรวม 40 ล้านบาท จบเลกแรกฟันไปก่อน 20 ล้านบาท ส่วนอีกครึ่งรับหลังจบเลกสอง ทุกทีมหน้าบาน ซีซั่นหน้าอาจเพิ่มให้อีก ขณะที่ อดิศัย วารินทร์ศิริกุล กก.ผจก.บมจ.สมยามสปอร์ต ซินดิเคท ยันพร้อมยิงสด 240 แมตช์ตลอดฤดูกาล ส่วน ดร.วิชิต แย้มบุญเรือง ประธาน บ.ไทยพรีเมียร์ลีก ชี้ลีกไทยจะบูมกว่านี้แน่ หลังประเทศเพื่อนบ้านร่วมฮิต และ สิงคโปร์ ซื้อสัญญาณ
เมื่อวันศุกร์ที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา เวลา 11.00 น. ณ ห้องปาริชาติ โรงแรมเรดิสัน ย่านพระราม 9 ได้มีการจัดงานแถลงข่าว พิธีมอบเงินสนับสนุน การถ่ายทอดสด การแข่งขัน "ฟุตบอลสปอนเซอร์ ไทยพรีเมียร์ลีก 2010"
โดยมี นายองอาจ ก่อสินค้า เลขาธิการสมาคมฟุตบอลฯ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ดร.วิชิต แย้มบุญเรือง ประธานบริษัท ไทยพรีเมียร์ลีก, นายพีระ ฟองดาวิรัตน์ รองผู้ว่าการ การกีฬาแห่งประเทศไทย ฝ่ายกีฬาอาชีพและสิทธิประโยชน์, นายอดิศัย วารินทร์ศิริกุล กก.ผจก.บมจ.สยามสปอร์ต ซินดิเคท รวมแถลงข่าว
นอกจากนั้นยังมี ดร.วิจิตร เกตุแก้ว ประธานสภากิตติมศักดิ์ สมาคมฟุตบอลฯ, นายพงษ์ศักด์ ผลอนันต์ กก.ผจก.บมจ.สยามสปอร์ต ซินดิเคท และ วิลักษณ์ โหลทอง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินสไพร์ เอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัดให้เกียรติร่วมงาน
โดยการแข่งขันในฤดูกาลนี้ ทีมเจ้าบ้านจะได้รับเงินสนับสนุนจากสมาคมฟุตบอลฯ สโมสรละ 1,000,000 บาท และค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดอีกนัดละ 100,000 บาท จำนวน 15 นัด ซึ่งตลอดทั้งฤดูกาล 16 สโมสรจะได้รับเงินทีมละ 2,500,000 บาท
ซึ่งทางสมาคมฟุตบอลฯ และผู้ร่วมดำเนินการถ่ายทอดสด จะมอบเงินสนับสนุน จำนวน 1,250,000 บาท ให้กับ 16 ทีม เมื่อจบเลกแรก และอีก 1,250,000 บาท หลังจบเลกสอง รวมมูลค่าเงินสนับสนุนที่ 16 สโมสร จะได้รับจากสมาคมฟุตบอลฯ และการถ่ายทอดสดตลอดฤดูกาล เป็นจำนวนทั้งสิ้น 40 ล้านบาท
มร.โอเคปลื้มลีกไทยก้าวสู่มาตรฐาน สากล
ศึกลูกหนัง "สปอนเซอร์ ไทยพรีเมียร์ลีก 2010" เลกแรก จัดว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดยได้รับความสนใจจากแฟนบอลเข้าชมและเชียร์ในแต่ละสนามเป็นจำนวนมาก รวมทั้งเฝ้าติดตามการแข่งขันผ่านทางทีวีช่องต่างๆ ที่ร่วมถ่ายทอดสดในครั้งนี้
ทาง "มร.โอเค" องอาจ ก่อสินค้า เลขาธิการสมาคมฟุตบอลฯ เปิดเผยว่า "กระแสฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ค่อนข้างจะแรง ได้รับความสนใจจากแฟนบอลเป็นจำนวนมาก จะสังเกตเห็นว่า แต่ละสโมสร มีแฟนคลับเป็นของตัวเอง ดังนั้นฤดูกาลนี้ เราจะทำการถ่ายทอดสดให้จุใจแฟนบอล"
เหนือสิ่งอื่นใดในฐานะที่เป็นตัวแทนของสมาคมฟุตบอลฯ ต้องขอขอบคุณบรรดาสปอนเซอร์ที่ให้การสนับสนุน อีกทั้งบริษัท สยามสปอร์ตฯ ที่เป็นแม่งานในการถ่ายทอดสด หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคตเราจะก้าวสู่ลีกฟุตบอลอาชีพที่เป็นมาตรฐานสากล ต่อไป
ดร.วิชิตแย้มสิงคโปร์ขอซื้อสัญญาณ
นอกจากนี้ทางด้าน ดร.วิชิต แย้มบุญเรือง ประธานบริษัท ไทยพรีเมียร์ลีก กล่าวว่า "ต้องยอมรับว่าฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก ประสบความสำเร็จเกือบทุกด้านได้ ก็ต้องขอขอบคุณ ทุกฝ่ายทั้งสโมสรต่างๆ ที่สามารถพัฒนาปรับปรุงมาตรฐานการเล่นได้เร้าใจแฟนบอล จนปัจจุบันทุกสัปดาห์มีแฟนบอลเข้าไปชมเกมเป็นจำนวนมาก อีกทั้งบรรดาสื่อมวลชน ที่ช่วยกันนำเสนอข่าวสารของฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก ออกสู่สายตาประชาชนทั่วไปจนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
"แน่นอนว่าไทยพรีเมียร์ลีก จะไม่หยุดนิ่งอยู่เพียงแค่ภายในประเทศไทยเท่านั้น ที่ผ่านมาตนสืบทราบมาว่า เพื่อนบ้านย่านใกล้เคียงเราอย่าง ลาว, กัมพูชา ก็สามารถดูฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก ผ่านทางเคเบิลทีวีได้ นอกจากนั้นใน ประเทศสิงคโปร์ ยังสนใจอยากจะซื้อสัญญาณถ่ายทอดสดกลับไปประเทศเขาอีกด้วย นับว่าเป็นนิมิตหมายอันดีของ วงการฟุตบอลไทยในเวลานี้" ดร.วิชิตกล่าว
กกท.ชูลูกหนังกีฬาเบอร์หนึ่งของคน ไทย
ส่วน พีระ ฟองดาวิรัตน์ รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ฝ่ายกีฬาอาชีพและสิทธิประโยชน์ เปิดเผยว่า "การกีฬาแห่งประเทศไทย ให้การสนับสนุนทุกสมาคมกีฬา ต้องขอบอกว่า ฟุตบอลเป็นกีฬาชนิดแรกที่ได้รับเงินค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด สมัยก่อนจะถ่ายทอดแต่ละนัด ต้องไปจ้างเขา แต่ปัจจุบันกลับเป็นว่าโทรทัศน์แต่ละช่อง ต้องนำเอาเงินมาให้ ถ้าหากว่าฟุตบอลบอลบ้านเราไม่มีการล้มบอลเกิดขึ้น ตนมั่นใจว่าจะเป็นลีกอาชีพอย่างยั้งยืน เพราะฟุตบอลถือว่าเป็นกีฬาเบอร์หนึ่งของคนไทย"
รองผู้ว่า กกท. ยังกล่าวเสริมอีกว่า ปัจจุบันสโมสรฟุตบอลบ้านเราหาเงินเข้าสโมสรค่อนข้างง่าย เพราะมีแฟนบอลเข้ามาชมเกมเป็นจำนวนมาก เมื่อมีคนดูเยอะ สปอนเซอร์ก็แย่งกันเข้ามาสนับสนุน อีกทั้งบัตรผ่านประตูก็ขายได้เป็นล้านบาท
ที่ผ่านมา เมืองทองฯ, บุรีรัมย์,ราชนาวี, ชลบุรี พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถทำได้จริงๆ อีกทั้งของที่ระลึก ก็มีรายได้พอๆ กับบัตรผ่านประตู นอกจากนั้น เมืองทองฯ ยังสามารถทำธุรกิจซื้อมาขายไป ในส่วนของนักเตะ ซามาโฮโร่ ยาย่า มีค่าตัวมหาศาลถึง 20 ล้านบาท
สยามสปอร์ตฯการันตีถ่ายครบ240นัด
ขณะที่ อดิศัย วารินทร์ศิริกุล กก.ผจก.บมจ.สมยามสปอร์ต ซินดิเคท กล่าวว่า "เลกแรกเราค่อนข้างที่จะมีปัญหาในส่วนของเหตุบ้านการเมือง จนทำให้การบริหารงานการถ่ายทอดสดทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ก็ยังคงจะมอบเงินค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดเต็มจำนวน 1.25 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะรับช่วงปิดฤดูกาล"
ขณะเดียวกัน เรายังคงจะยืนยันเจตนาเดิม ว่าจะถ่ายทอดสดครบทั้ง 240 แมตช์ตลอดฤดูกาล โดยเลกสองจะเปิด ตั้งแต่วันเสาร์ ที่ 17 ก.ค. - 24 ต.ค. นี้ แฟนบอลสามารถรับชมผ่านทางการถ่ายทอดสดของ ช่อง สทท. 11 จำนวน 30 นัด, สยามกีฬาทีวี ช่อง เอ็นบีที 19 และฟุตบอลสยามทีวี ช่อง ดีทีวี 50 จำนวน 60 นัด, ทรูวิชั่นส์ และ ที-สปอร์ต อีกช่องละ 15 นัด
เหนือสิ่งอื่นใด ที่ตนอยากจะขอความร่วมมือจากทางสโมสรต่างๆ ในเรื่องของการรักษาเวลาให้สอดคล้องตามโปรแกรมที่บริษัท ไทยพรีเมียร์ลีก ระบุ ในการถ่ายทอดสด เฉพาะช่อง สทท. 11 เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น และเหมาะสมกับเวลา
นอกจากนั้น ก็ต้องขอขอบคุณสปอนเซอร์ ที่ให้การสนับสนุนถ่ายทอดสด ไม่ว่าจะเป็น ปตท., เครื่องดื่มโค้ก และยามาฮ่า ฤดูกาลหน้า ถ้าเราได้สปอนเซอร์เข้ามาสนับสนุนอีกสักประมาณ 5 ราย อาจจะมีการเพิ่มค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดให้อีก 70-80 เปอร์เซ็นต์ก็เป็นได้
ที่มา : http://www.siamsport.co.th
